คนทำเว็บไซต์หลายคนที่เคยได้ยินเกี่ยวกับการทำ SEO มาก่อน ก็อาจจะคุ้นเคยกับการทำ SEO แบบสายขาวและแบบสายดำกันมาบ้างแล้ว

แต่ก็มีอีกหนึ่งกลยุทธ์เพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่ดี ที่เรียกว่า “SEO สายเทา” ซึ่งเป็นหนึ่งในการทำการตลาดสายเทาและเป็นอีกสายหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมเทคนิคของทั้งการทำ SEO สายขาวและสายดำเข้าด้วยกัน

เรามาดูกันว่ากลยุทธ์ในการทำ SEO สายเทาต่างจากสายอื่นอย่างไร? แท้จริงแล้ว SEO สายเทาคืออะไร? พร้อมวิธีทำแบบเซียนที่ปลอดภัยกับเว็บไซต์ และไม่ทำให้เว็บไซต์ถูกแบนจากการจัดอันดับการค้นหาได้

ประเภทของการทำ SEO เบื้องต้น

ในการทำ SEO Marketing หรือการทำให้หน้าเพจของเว็บไซต์สามารถติดอันดับการค้นหาบนหน้า Google ได้ จะมีกลยุทธ์ที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงในการทำ SEO แบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

1. SEO สายขาว (White Hat SEO)

เป็นกลยุทธ์การทำ SEO ที่สอดคล้องไปกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของ Google ด้วยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ รวมถึงการรับ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาได้อย่างถูกต้อง

ความแตกต่างระหว่าง SEO สายขาว และสายเทา
การทำ SEO สายเทาจะมีความเสี่ยงต่อเว็บไซต์มากกว่าการทำ SEO สายขาว เนื่องจากเทคนิคการทำแบบสายเทาบางอย่างมีความก้ำกึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกกำหนดว่าผิดกฎการทำจาก Google แบบตรงๆ ซึ่งอาจมีผลทำให้เว็บถูกแบนหรือไม่ถูกแบนจากการจัดอันดับการค้นหาก็ได้

2. SEO สายดำ (Black Hat SEO)

เป็นกลยุทธ์การทำ SEO แบบทำทุกวิถีทางที่ทำให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่รวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพของเว็บไซต์ ด้วยวิธีการทำ SEO ที่ผิดไปจากหลักเกณฑ์ที่ทาง Google กำหนด ซึ่งจะถือว่าผิดกฎอย่างร้ายแรง ผลสุดท้ายจะทำให้เว็บไซต์ถูกแบนและไม่ถูกนำขึ้นแสดงบนหน้าค้นหาได้อีก

ความแตกต่างระหว่าง SEO สายดำ และสายเทา

ในการทำ SEO สายเทานั้น เหมาะกับเว็บไซต์ SEO สายพนันโดยจะเลือกใช้เทคนิคการทำที่ไม่ผิดกฎของ Google แบบโดยตรง ทำให้โอกาสที่เว็บไซต์จะถูกแบนมีน้อยกว่าการทำแบบสายดำ นั่นจึงทำให้ SEO สายเทามีความน่าสนใจในการทำมากกว่า

สำหรับกลยุทธ์การทำ SEO ทั้งสายขาวและสายดำ จะมีความแตกต่างในวิธีการทำอย่างชัดเจน และในการทำ SEO สายดำเอง ก็เป็นวิธีการทำที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ถูกแบนจากการติดอันดับบนหน้าค้นหาของ Google

ไขข้อสงสัย การทำ Seo สายเทาคืออะไรกันแน่?

SEO สายเทา (Grey Hat SEO) คือ ลูกผสมระหว่างการทำ SEO สายขาวและสายดำเอาไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยถือว่ามีความเสี่ยงกว่าการทำ SEO สายขาว เนื่องจากมีวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาที่รวดเร็วคล้ายกับสายดำ

แต่ในการทำ SEO สายเทา ก็มีโอกาสที่ทำให้เว็บไซต์อาจถูกแบน หรือไม่ถูกแบนจาก Google ก็ได้ เนื่องจากในบางเทคนิคของการทำ SEO สายเทานั้น ไม่ได้เข้าข่ายการข้อกำหนดการทำ SEO แบบสายขาวหรือสายดำที่ชัดเจน นั่นจึงทำให้การทำ SEO ด้วยวิธีนี้ถูกเรียกว่าสายสีเทานั่นเอง

หากเว็บไซต์ธุรกิจต้องการทำ SEO ในสายสีเทาดูบ้างจะสามารถทำได้หรือไม่?

คำตอบคือ สามารถทำได้ แต่ก็ต้องวางแผนกลยุทธ์การทำอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์

โดยการทำ SEO สายสีเทานี้ ไม่ใช่การทำให้ผิดกฎของ Google แบบสายดำ แต่เป็นการดึงเอาจุดเด่นของการทำแบบสายดำ ที่เน้นการเห็นผลได้ไวจากการทำ SEO และในขณะเดียวกันเว็บไซต์ของธุรกิจ ก็ยังสามารถติดอันดับการค้นหาได้ยาวนาน ยั่งยืน เหมือนกับการทำแบบสายขาวอีกด้วย

เทคนิคการทำ Seo สายเทาแบบเซียน เว็บไซต์ปลอดภัย

1. เลือกซื้อโดเมนเก่ามาใช้ส่ง Backlink

การเลือกซื้อโดเมนเว็บไซต์ที่หมดอายุแล้วมาใช้งานต่อ เป็นหนึ่งในเทคนิคการทำ SEO สายเทาที่ได้รับความนิยมมาก

สำหรับการซื้อโดเมนเว็บไซต์ที่หมดอายุมาใช้งาน โดยเฉพาะโดเมนที่มีประวัติดี มีความน่าเชื่อถือ เมื่อซื้อมาแล้วจะสามารถนำมาปรับปรุงเพื่อใช้สร้าง Backlink ให้กลับไปยังเว็บไซต์ธุรกิจที่ใช้งานอยู่ จึงช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ และยังทำให้เว็บไซต์ธุรกิจได้รับการจัดอันดับที่ดีในหน้าค้นหาได้เร็วขึ้น

เทคนิคการเลือกซื้อโดเมนที่หมดอายุมาใช้งาน
ในการเลือกซื้อโดเมนที่หมดอายุมาใช้งาน ไม่จำเป็นต้องกว้านซื้อในปริมาณมาก เพราะอาจไม่ได้ผลดีเสมอไป แต่ให้เลือกซื้อเฉพาะโดเมนที่ชื่อมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมีประวัติการทำ Backlink ที่ใสสะอาด ไม่มีปัญหาเรื่องการถูกแบนมาใช้งาน เท่านี้ก็ช่วยให้เว็บไซต์หลักของธุรกิจได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือมากขึ้นได้

โดยสิ่งที่ต้องดูก่อนการเลือกซื้อโดเมนที่หมดอายุมาใช้งาน ได้แก่

มองหาโดเมนที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ยิ่งเคยผ่านการใช้งานมานานก็ยิ่งเหมือนมีความน่าเชื่อถือมาก เมื่อมีการส่ง Backlink ก็จะให้ผลดีต่อได้รับคะแนนนั่นเอง
มีประวัติการทำ Backlink ที่ใสสะอาด โดยใช้เครื่องมือเช็กดูว่าโดเมนนี้มีประวัติการทำ Backlink ที่ไร้แบบแผน มีทีท่าว่าเป็นสแปม หรือมีความไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราหรือไม่ (เครื่องมือที่สามารถใช้เช็กได้มีอยู่หลายตัว เช่น MOZ, Ahrefs, SEMRUSH)
หลีกเลี่ยงการซื้อโดเมนหมดอายุที่ใช้ภาษาต่างประเทศภายในเว็บไซต์ ในการทำ Backlink หรือ Anchor text ต่างๆ ที่ Google อ่านไม่ได้ เช่น ภาษาจีน ภาษารัสเซีย หรืออื่นๆ ทางที่ดีที่สุดให้เลือกโดเมนที่เคยใช้ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษภายในเว็บไซต์จะดีที่สุด

2. เพิ่มความยาวให้กับบทความ และปรับปรุงบทความเก่า

การเพิ่มความยาวในการทำคอนเทนต์ประเภทบทความบนเว็บไซต์ เป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้ในการทำ SEO สายขาว

โดยถ้าหากเว็บไซต์ไหนที่อยากทำ SEO สายเทา ก็ต้องอย่าลืมการทำบทความที่มีเนื้อหาคุณภาพเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการข้อมูล รวมถึงการทำ Focus Keyword ให้กับบทความนั้นด้วย

ทั้งนี้ต้องใส่ใจในเรื่องของความยาวบทความด้วย เนื่องจาก Google จะมองว่าข้อมูลที่อยู่ในบทความ ยิ่งมีความยาว ก็จะยิ่งให้ประโยชน์กับผู้ที่คลิกเข้ามาอ่าน โดยความยาวของบทความที่เป็นภาษาไทยให้มีมากกว่า 1,500 คำ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ติดอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นได้

บทความที่ยาวให้ประโยชน์ต่อเว็บไซต์อย่างไรบ้าง?

บทความยิ่งยาวมาก ยิ่งมีเนื้อหาที่ละเอียด เจาะลึก มีประเด็นมากขึ้น ทำให้บทความบนเว็บเรามีคุณภาพที่อยู่เหนือคู่แข่ง
ความยาวของบทความทำให้เราสามารถดึงดูดให้ได้รับ Backlink กลับมาได้มากขึ้น แต่เนื้อหาบทความก็ต้องมีคุณภาพด้วย
บทความยาว เนื้อหามีประโยชน์ เมื่อมีการนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ก็จะเพิ่มโอกาสให้ถูกแชร์ต่อได้มากขึ้น
และไม่เพียงแต่การนำไปปรับใช้กับการทำบทความใหม่ๆ เท่านั้น แต่บทความเก่าๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์ก็ต้องปรับปรุงให้มีความยาวเพิ่มขึ้น รวมถึงการอัปเดตเนื้อหาให้มีความสดใหม่ด้วย

จะเพิ่มความยาวให้กับเนื้อหาได้ยังไงบ้าง?

เจ้าของเว็บไซต์หลายคนน่าจะเคยเจอกับปัญหาการเขียนไม่ออก หรือมีไอเดียในการเขียนบทความให้มีความยาวที่น้อย จึงทำให้บทความที่เขียนเสร็จออกมามีความยาวไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้

มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่พอจะช่วยให้บทความบนเว็บไซต์มีความยาวเพิ่มขึ้นได้

1. รู้ว่าต้องเขียนเพื่ออะไร

โดยก่อนที่จะเริ่มเขียนให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า จะเขียนบทความนี้ไปเพื่ออะไร? เพื่อให้ได้รับผู้ติดตามมากขึ้น, เพื่อขายสินค้า / บริการ หรือเพื่อให้มีคนเจอเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้นผ่านการค้นหาบน Google

เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายของบทความนี้คืออะไร ก็จะพอช่วยให้เห็นวิธีการเล่าเนื้อหาภายในบทความแล้วว่าต้องใช้ระดับการเล่าแบบไหน ใครจะอ่านบ้าง ต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงวิธีการวัดผลของการทำบทความนี้ ว่าเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้หรือไม่

2. อัปเดตบทความเก่าที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย

วิธีการที่ง่ายที่สุด คือ การใช้ Google Analytics ดูว่าบทความเก่าๆ บนเว็บไซต์อันไหนบ้างที่ได้รับ Traffic ดีที่มาจากหน้าค้นหาของ Google จากนั้น ให้เอาบทความเหล่านั้นมาอัปเดตข้อมูลให้มีความสดใหม่ เพิ่มประเด็นการเล่า เพิ่มความยาวของเนื้อหา ปรับแต่ง Keyword รวมถึงการใส่ภาพประกอบร่วมด้วย

3. หาข้อมูล และทำ Outline ก่อนเสมอ

บทความจะมีเนื้อหาคุณภาพและมีความยาวตามที่ตั้งใจเอาไว้ จะต้องมาจากการให้เวลากับการหาข้อมูลเป็นจำนวนมาก และค่อยๆ ทำความเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดก่อน ก็จะช่วยให้คุณเห็นแล้วว่าประเด็นที่จะเล่าในบทความนั้นมีอะไรบ้าง

จากนั้นลิสต์เป็น Outline มาว่าในบทความจะมีหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยอะไรบ้าง ก็จะช่วยให้เห็นภาพรวมเบื้องต้นแล้วว่าบทความจะมีความยาวเพียงพอหรือไม่ ถ้ายาวไปก็อาจตัดเนื้อหาออกได้ หรือสั้นไปก็อาจหาประเด็นเพิ่มเข้าไปได้

4. เลือกใช้ Web 2.0 ในการทำ Link Building

การทำ Link Building เป็นกลยุทธ์ในการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจได้รับ Backlink มาจากเว็บไซต์อื่นที่น่าเชื่อถือ โดยการเลือกใช้งานเว็บไซต์ที่เป็น Web 2.0 เพื่อสร้าง Backlink กลับไปยังเว็บหลักของธุรกิจ จะเป็นวิธีการทำ SEO สายเทาที่เห็นผลได้ค่อนข้างดี

สำหรับ Web 2.0 คือ เว็บไซต์ที่เปิดให้มีการแบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้งานได้ เช่น บล็อก โซเชียลมีเดีย วิกิพีเดีย โดยจะมีลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดเจน เช่น สามารถหาข้อมูลจากคีย์เวิร์ดได้, ใส่ Link ให้เชื่อมไปยังเว็บอื่นได้, ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาสร้างหรือแก้ไขข้อมูลร่วมกันได้, มีการจัดหมวดหมู่ด้วย Tag

ภาพความแตกต่างระหว่าง Web 1.0 vs Web 2.0

การใช้งาน Web 2.0 มีประโยชน์ต่อ SEO สายเทาอย่างไร?

1. ประโยชน์ต่อการทำ Backlink

การเลือกใช้งานเว็บไซต์ที่เป็น Web 2.0 เพื่อสร้างเนื้อหาและทำ Backlink กลับไปยังเว็บหลักของธุรกิจ จะเป็นผลดีต่อการได้รับคะแนนของเว็บไซต์ แต่ทั้งนี้ลิงก์ที่ได้รับจาก Web 2.0 ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ NoFollow แต่ก็จะช่วยให้ประวัติการได้รับ Backlink มีความหลากหลายยิ่งขึ้น

2. Traffic ที่มีคุณภาพ

หากเลือกแพลตฟอร์ม Web 2.0 ที่ผู้ใช้งานมีความสนใจในธุรกิจของคุณเป็นจำนวนมาก ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ Traffic คุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ได้มากขึ้น

3. ใช้งาน PBN (Private Blog Network)

PBN (Private Blog Network) หรือเว็บไซต์เครือข่ายส่วนตัว เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การทำ Backlink ไม่ว่าจะเป็นสายขาวหรือ Backlink สายเทา เพื่อเพิ่มเครดิตที่ดีให้กับเว็บไซต์หลักได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเป็นเจ้าของเว็บไซต์บล็อกหลายๆ เว็บ ที่แยกออกมาจากเว็บไซต์หลัก แล้วทำลิงก์ส่งกลับไปที่เว็บธุรกิจ

4. ใช้งาน PBN (Private Blog Network)

แบบนี้ถือว่าเป็น SEO สายดำหรือไม่?

จริงๆ แล้วการทำ PBN จะมีความก้ำกึ่งระหว่าง SEO สายดำและสายเทา ซึ่งถ้าหาก PBN ที่สร้างขึ้นมานั้นมีการคัดลอกคัดลอกเนื้อหา สร้างเนื้อหาซ้ำ หรือทำ Backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในนั้น แน่นอนว่าแบบนี้จะเป็นสายดำแน่นอน

แต่ถ้าหากจะทำ PBN ให้เป็นแบบ SEO สายเทา เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ใน PBN จะต้องเขียนขึ้นมาใหม่ มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หลักที่จะทำ Backlink กลับไปให้ ก็จะไม่ถือว่าผิดกฎของ Google โดยตรง

สำหรับการทำ PBN จะต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เว็บเครือข่ายจำนวนหนึ่งในการสร้างเครดิตให้กับเว็บหลัก ทำให้อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปทั้งกับการทำคอนเทนต์ หรือเช่าพื้นที่บนเว็บเครือข่ายอื่นๆ

5. การสร้าง Microsite แยกออกมา

การสร้าง Microsite ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่คล้ายกับการสร้าง PBN โดยจะเป็นเว็บไซต์ขนาดเล็กที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น โปรโมทสินค้า/บริการ โปรโมทแคมเปญของธุรกิจ

สำหรับการสร้าง Microsite เพื่อทำ Backlink ส่งกลับไปให้เว็บไซต์หลักของธุรกิจ หากทำออกมาได้ถูกทิศทาง จะช่วยให้ Google มองเห็นและจัดอันดับ Microsite ได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นเว็บที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ Backlink ได้ โดยที่ไม่ผิดกฎของ Google เลย

จะทำ Microsite อย่างให้เห็นผลต่อเว็บหลัก?

หากคุณยังนึกภาพไม่ออกว่า Microsite เป็นอย่างไร สามารถดูได้จากตัวอย่างการทำ Microsite ที่ประสบความสำเร็จ
ไม่สร้างเนื้อหาซ้ำ หรือคัดลอกเนื้อหา
เลือกใช้ Hosting สำหรับ Microsite ที่โหลดเร็ว น่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัย
อย่าสร้าง Microsite หลายอัน ทางที่ดีเลือกสร้างเพียงแค่ 1 เว็บ แล้วปรับแต่งให้ดีที่สุด เพื่อให้ติดอันดับบนหน้าค้นหาได้เร็วขึ้น

สรุปเนื้อหาการทำ SEO สายเทา

แม้ว่า SEO สายเทาจะดูมีความน่าสนใจในการนำมาใช้กับเว็บไซต์ เพื่อให้ติดอันดับที่ดีได้เร็ว แต่รูปแบบการทำ SEO ที่ดีที่สุด ก็ยังเป็นการทำ SEO สายขาว เนื่องจากเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามที่ Google แนะนำ

ซึ่งหากเว็บไซต์ธุรกิจของคุณจะเลือกใช้ SEO สายเทา ก็ต้องประเมินความเสี่ยงและวางแผนให้ดีก่อน เพราะหากเลือกใช้เทคนิคผิดประเภท ไม่ใช่แค่เว็บที่อาจถูกแบนจากหน้าค้นหาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเสียหายให้กับช่องทางทำเงินออนไลน์ของธุรกิจอีกด้วย

สนใจสร้าง Backlink คุณภาพระดับพรีเมียม Backlinks Monsters มีเทคนิคเฉพาะในการให้ บริการด้าน SEO ที่ได้รับการยืนยันจากลูกค้าแล้วว่าได้ผลจริง