รู้จัก BACKLINKS เพื่อการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ไม่ว่าธุรกิจไหน ๆ ในยุคนี้ก็หันมาทำ Digital Marketing เพื่อปรับการตลาดให้ทันเทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และการทำ SEO ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่คนทำเว็บไซต์จะไม่รู้ไม่ได้ เพราะถ้าหากเราทำ SEO ให้ถูกวิธีแล้วนั้น เว็บไซต์ของเราก็จะถูกจัดอันดับบนหน้าแรกของหน้าการค้นหา (Search Engine) ทำให้มีคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรามากขึ้น โดยหนึ่งในหัวใจหลักของการทำ SEO ก็คือการทำ “Backlinks” ที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับของ Google

BACKLINK คืออะไร?

Backlink หรือ Inbound Link หรือ Incoming Link คือ การที่เว็บไซต์อื่นลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเรา เช่น เว็บไซต์พันทิปมี Backlink มายังหน้าบริการของ Primal ในกระทู้ที่เกี่ยวกับ Digital Agency เป็นต้น ซึ่งหลักการง่าย ๆ ของ Backlink คือ Google จะใช้การทำ Backlink เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเว็บไซต์ของเรามีคนพูดถึงและมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะหากมีคนพูดถึงเรามาก ก็หมายความว่าเว็บไซต์ของเรามีคอนเทนต์ที่ดีและตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ ดังนั้น ยิ่งเว็บไซต์ของเรามี Backlink ที่มีคุณภาพมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีค่า PageRank มากเท่านั้น และมีโอกาสติดอันดับ SEO ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

BACKLINK มีความสําคัญต่อการทํา SEO อย่างไร?

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine นั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำก็ได้ เพราะหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ ที่เว็บไซต์กว่า 90% ไม่มี Traffic หรือคนเข้ามาจาก Google เลยก็มาจากการที่เว็บไซต์เหล่านั้นไม่มี Backlink ที่มีคุณภาพ และถ้าหากถามว่า Backlink สำคัญอย่างไร ก็ให้นึกถึงเวลาที่เราต้องการซื้อสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็มักจะหาดูรีวิวก่อนว่ามีคนอื่น ๆ พูดถึงสินค้าหรือบริการเหล่านั้นไว้ว่าอย่างไรบ้าง เพื่อดูความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจ ส่วน Google เองก็เช่นเดียวกัน เวลาที่ดูว่าเว็บไซต์ไหนคือเว็บไซต์ที่ดีและมีความน่าเชื่อถือ ก็ดูจาก Backlink นั่นเอง

นอกจากนี้ ทาง Google ยังได้ออกมาบอกด้วยตัวเองว่า Backlink เป็นหนึ่งในสามปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการจัดอันดับ SEO รวมไปถึงเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Ahref ก็ได้ทำการสำรวจไว้ว่ายิ่งเว็บไซต์มี Backlink มากเท่าไร ผู้ชมหรือ Traffic ของเว็บไซต์นั้นก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น การทำ Backlink จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ หากใครที่ยังไม่ได้เริ่ม เริ่มตอนนี้เลยก็ยังไม่สาย!

BACKLINK มีกี่ประเภท?

Backlink สามารถแบ่งได้หลายแบบ แต่บทความนี้จะขอแบ่งเป็น 7 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. DoFollow Backlink

เรียกได้ว่า DoFollow Backlink คือ Backlink ประเภทที่คนทำเว็บไซต์ทุกคนอยากได้ เนื่องจากเราจะได้รับพลังจากเว็บฯ ที่ลิงก์มาหาเราอย่างเต็มที่ เช่น หากสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงเขียนข่าวถึงเว็บไซต์ของเราแล้วทำ Backlink มาหาเรา เว็บไซต์ของเราก็จะกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น และยังดูน่าเชื่อถือเพราะมีเว็บไซต์ชื่อดังการันตีคุณภาพให้อีกด้วย

2. NoFollow Backlink

NoFollow Backlink คือ ลิงก์ที่เราได้ประโยชน์ในด้านการเพิ่ม Domain Authority ไม่มากนัก กล่าวคือ ไม่ได้พลังด้าน SEO มากเท่ากับ DoFollow Backlink ต่อให้เว็บไซต์ที่ลิงก์กลับมาหาเราจะเป็นเว็บไซต์ที่ดีแค่ไหนก็ตาม โดย NoFollow Backlink ส่วนมากมักมาจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook เป็นต้น จุดประสงค์แรกเริ่มของ Backlink ประเภทนี้มีไว้เพื่อป้องกันปัญหาสแปม หรือคนที่ชอบโพสต์ลิงก์รัว ๆ บนเว็บบอร์ด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ว่าจะเป็น Backlink ประเภทใด การที่มีคนลิงก์มาหาเว็บไซต์ของเราก็ก่อให้เกิดผลดีเสมออย่างแน่นอน เพราะว่า

-Google สามารถรู้ได้ว่ามีคนลิงก์มาที่เว็บไซต์เรา ถึงแม้จะว่าเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวจะทำ Backlink แบบ NoFollow เอาไว้ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่เว็บฯ ของเราจะมีอันดับที่ดีขึ้นอยู่ดี
-หากมีคนทำ Backlink มาที่เว็บไซต์เราเยอะ ๆ ก็เป็นการช่วยทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น หรือเรียกว่าเป็นการสร้าง Awareness ให้แก่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ นั่นเอง นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้คนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์เราหรือเพิ่ม Traffic ได้อีกด้วย
-การมีลิงก์จากโซเชียลมีเดียมาที่เว็บไซต์เราจะช่วยในเรื่องของ Social Signal กล่าวคือ หากเว็บฯ มีการกดไลก์ กดแชร์บนโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ก็จะช่วยให้อันดับ SEO ของเราดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้เครื่องมือ NoFollow Chrome Extension เพื่อดูได้ว่า Backlink ที่เว็บไซต์ของเราได้มานั้นเป็นแบบ NoFollow หรือไม่

3. Sponsored Backlink

Backlink ประเภทนี้เปิดตัวเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีไว้สำหรับคอนเทนต์สปอนเซอร์ที่มีการเสียค่าใช้จ่ายในการทำ Backlink มาที่หน้าเว็บไซต์ของตัวเอง

4. UGC Backlink

UGC หรือ User Generated Content คือ Backlink สำหรับคอนเทนต์บนเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง เช่น คอนเทนต์บนเว็บบอร์ด หรือตามคอมเมนต์ต่าง ๆ เป็นประเภทที่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักเพราะยังค่อนข้างใหม่ แต่หากมองในมุมมองการตลาดก็นับว่าเป็น Backlink ที่มีความน่าเชื่อถือมากเช่นกัน

5. Natural-Editorial Links

โดยทั่วไปแล้ว ลิงก์ประเภทนี้จะเป็นลิงก์ที่ได้มาจากการเขียนบทความที่ให้ความรู้หรือเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ทำให้เกิดการแชร์ต่อ รวมถึงมีการอ้างอิงกลับมายังเว็บไซต์ของเรา จึงถือว่าเป็น Backlink ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะลิงก์กับคอนเทนต์บนเว็บฯ มีความเกี่ยวข้องกันจริง Google จึงมองว่ามีความน่าเชื่อถือ

6. Non-Editorial Links

Backlink ประเภทนี้มักเป็นลิงก์ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนเว็บฯ โดยตรง เช่น ลิงก์รีวิว หรือฟอรัมที่เปิดให้ใครเข้าไปคอมเมนต์ก็ได้ ซึ่งบางครั้ง Google อาจคิดว่าเป็นสแปม จึงไม่ค่อยส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเราเท่าไร

7. Manual Link Building

ลิงก์ประเภทนี้ คือการที่เรานำลิงก์ไปปล่อยบนเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่แนะนำว่าควรเป็นเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรากำลังกล่าวถึง และเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ข่าว เว็บไซต์สำหรับให้ความรู้ เป็นต้น

เราจะสร้าง BACKLINK ที่ดีได้อย่างไร?

-สร้างจากโซเชียลมีเดียของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือ TikTok โดยข้อดีของการทำลิงก์ในลักษณะนี้คือ เราสามารถควบคุมการส่งลิงก์และสร้างลิงก์ได้แบบไม่จำกัด และยังสร้างการมองเห็นได้อีกเป็นจำนวนมากด้วย
-สร้างจากโฆษณา หรือ Ads ข้อดีคือ เราสามารถสร้าง Traffic เข้าเว็บฯ ได้โดยตรง แต่ข้อจำกัดคือต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่โฆษณา การสร้าง Backlink ลักษณะนี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีงบจำนวนหนึ่ง แต่หากทำได้ ก็การันตีได้เลยว่าเว็บไซต์จะมีคนมองเห็นเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
-จ้างอินฟลูเอนเซอร์ ให้แชร์ลิงก์บนแพลตฟอร์มของตนเอง เช่น โซเชียลมีเดียต่าง ๆ การทำเช่นนี้จะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราได้ทั้งความน่าเชื่อถือและเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บฯ ไปพร้อม ๆ กัน เพราะอินฟลูเอนเซอร์คือบุคคลที่มีอิทธิพลบนโลกอินเทอร์เน็ตและมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก
-สร้างลิงก์บนเว็บบอร์ด เช่น Pantip, Sanook เป็นต้น แต่ต้องสร้างลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงที่จะถูกแบนได้
-ซื้อลิงก์บนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น หากเราเป็นแบรนด์ที่ขายเครื่องสำอาง เราก็อาจไปซื้อพื้นที่บนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง หรือ Marketplace ต่าง ๆ เช่น Lazada, Watson, Central เป็นต้น
-สร้างลิงก์ที่ช่วยแก้ปัญหาผู้ใช้งาน เช่น ในกลุ่ม Facebook หรือในกระทู้พันทิปที่อาจมีผู้กำลังประสบปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เรามี เราก็สามารถนำลิงก์เว็บไซต์ของตัวเองไปแชร์เพื่อแบ่งปันความรู้ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการทำ Link Building ที่ดี
-ทำ Seeding หรือเขียนบทความฟรีให้แก่เว็บฯ อื่นที่อนุญาตให้เราเขียนบทความได้ เช่น หากเราทำธุรกิจ Digital Agency เราก็สามารถเขียนบทความเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ แล้วส่งลิงก์กลับมายังหน้าบริการบนเว็บไซต์ของเรา

สรุป

ดังนั้น Backlinks จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่คนทำธุรกิจออนไลน์ต้องรู้และใส่ใจให้มาก ๆ เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของการทำ SEO แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยโปรโมตเว็บไซต์ของเราอย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะคิดถึงเรื่องทำ Backlinks ก็อย่าลืมว่าเว็บไซต์ของเราต้องมีคอนเทนต์ที่ดีและตอบโจทย์ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วย เพราะนอกจาก Google จะดูความน่าเชื่อถือจากจำนวนลิงก์ที่อ้างอิงมายังเว็บไซต์เราแล้ว คุณภาพของเนื้อหาก็เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ Google ใช้ประเมินในการจัดอันดับ SEO ด้วยเช่นเดียวกัน