การเขียน บทความ SEO หรือการทำ SEO Content ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจที่ใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการดึงดูดลูกค้า หรือ Traffic เข้าเพื่อเก็บ Lead หรือ ปิดการขาย ซึ่งการที่จะให้บทความที่เขียนขึ้นไปติดอันดับแรกๆ บน Google นั้น จะต้องเขียนให้ถูกหลักการทำ SEO (Search Engine Optimization) โดยในบทความนี้ Pacy Media จะพาคุณมาทำความรู้จักว่า บทความ SEO คืออะไร มีวิธีการเขียนอย่างไร พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย!

หลายคนยังเข้าใจว่าการทำ SEO Content หรือการเขียนบทความ SEO คือการใส่ Keyword เข้าไปเยอะๆ ซึ่งทาง Pacy Media ขอค้านหลังชนฝา ถึงแม้การใส่ Keyword จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันยังมีอีกหลายปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับแต่ง รวมถึงการใส่ Keyword ในจำนวนที่เยอะเกินไป บางครั้งอาจส่งผลเสียต่อ SEO ด้วยก็เป็นได้

แต่อย่าเพิ่งท้อ! เราจะพยามรวบรวมประสบการณ์ของเอเจนซี่เราทั้งหมดที่ทำให้ลูกค้ากว่า 50เว็บไซต์ มาสรุปเฉพาะประเด็นที่สำคัญให้ออกมาง่ายที่สุด สามารถลงมือทำหลังอ่านจบได้เลย

หากใครยังเป็นมื่อใหม่เกี่ยวกับ SEO และยังงงๆ ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร แนะนำให้ลองอ่านบทความ SEO คืออะไร ของเราก่อนหน้านี้

บทความ SEO หรือ SEO Content คืออะไร

บทความ SEO คือ การเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และถูกปรับแต่งให้เป็นไปตามคอนเซปต์ของ Search Engine เช่น Google โดยบทความไหนที่ Search Engine มองว่าน่าจะสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เข้ามาค้นหาได้ดี ก็จะถูกนำมาแสดงในอันดับแรกๆ ส่งผลให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาอ่านบทความของเรา และเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย

ซึ่งคอนเซปต์ที่ Search Engine อย่าง Google ใช้ในการพิจารณา เราจะเรียกว่า Google Algorithm โดยเจ้า Google Algorithm นี่แหละ ที่จะเป็นตัวพิจารณาว่าบทความของเราเป็นไปตามเกณฑ์ และมีคุณภาพต่อผู้อ่านหรือไม่

การทำ SEO Content คือ ภาพใหญ่ของการทำบทความ SEO โดยจะมีการวางแผนในระยะยาว มีการวางโครงสร้างเนื้อหาในภาพรวม การเชื่อมโยงของเนื้อหา และอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำบทความ SEO ก็อาจจะเขียน 1-2 เรื่อง เฉพาะเวลาที่อยากจะเขียน แต่การทำ SEO Content คือการวางแผนทำบทความ SEO อย่างเป็นระบบ อย่างต่อเนื่อง

แต่บทความนี้ Pacy Media จะมาโฟกัสกันในส่วนของการเขียนบทความ SEO ก่อน เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

บทความ SEO ต่างกับการทำ SEO​ โดยทั่วไปอย่างไร

นอกเหนือจากการทำ SEO ใน Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการโดยตรง ก็คือการทำ SEO ในส่วนของบทความ โดยสิ่งที่แตกต่างหลักๆ คือ เรื่องแนวทางในการนำเสนอ และรูปแบบของคอนเทนต์ เพราะบทความ SEO จะเน้นเรื่องการให้ความรู้ หรือการทำ Evergreen Content ที่สามารถให้คำตอบผู้ใช้ที่เข้ามาค้นหาในเรื่องนั้นๆ ได้ แทนการนำเสนอสินค้าหรือบริการแบบตรงๆ

เช่น หากธุรกิจของคุณคือจำหน่าย “วาซาบิ” แน่นอนว่า Keyword หลักๆ ที่ต้องทำ SEO ก็จะเป็นคำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “วาซาบิ”

แต่ในส่วนของบทความ เราอาจเขียนเป็นหัวข้อ “วาซาบิกินกับอะไรได้บ้าง” เพื่อที่เวลาผู้ใช้เข้ามาค้นหาไอเดียในการรับประทานวาซาบิ บทความนี้ของเราก็จะได้ขึ้น และหวังว่าจะตอบคำถามผู้ใช้ที่เข้ามาอ่าน และอาจ Tie-in สินค้าวาซาบิเนียนๆ ในบทความ

ซึ่งในบริการ รับทำ SEO ปกติก็จะต้องครอบคลุมทั้ง Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโดยตรง และ Keyword สำหรับการทำ SEO Content เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่ม Organic Traffic และ ROI

ประโยชน์ของการทำบทความ SEO

หากคุณคือ Marketing Manager แล้วผู้บริหารถามว่าจะทำบทความ SEO ไปทำไม ตอบอย่างมั่นใจได้เลยว่า Pacy Media บอกมา ..

บทความที่มีการปรับแต่งตามหลักของ SEO มีโอกาสในการติดหน้าแรกของ Google มากกว่า
ซึ่งการติดหน้าแรก Google จะช่วยเพิ่ม Organic Traffic (ไม่เสียเงินค่าโฆษณา) เข้าเว็บไซต์
และถ้าเราทำบทความ SEO ต่อเนื่อง หรือมาการวางแผนทำ SEO Content ก็จะยิงมีหลายบทความที่มีโอกาสติดหน้าแรก ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นประตูหลายบานที่จะเชื่อมโยง Potential Customer เข้ามายังเว็บไซต์ได้
คนเราเวลามีปัญหาอะไร หรืออยากรู้อะไร ก็มักจะพึ่ง Google โดยถ้ากลุ่ม Potential Customerกำลังต้องการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา และเจอบทความจากเว็บไซต์เราที่สามารถช่วยตอบปัญหา หรือนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นอกจากที่แบรนด์ของเราจะได้ Awareness แล้ว ยังได้รับการยอมรับในด้านความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และโอกาสในการเข้ามาเป็นลูกค้าด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะธุรกิจ B2B หรือ B2C ก็สามารถวางแผนกลยุทธ์การทำบทความ SEO ได้เช่นกัน
การทำบทความ ​SEO ถือว่าเป็นการตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยมาก หากเทียบกับจำนวนOrganic Traffic ที่สามารถสร้างเข้ามายังเว็บไซต์
การอัปเดตบทความ SEO จะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์มีความเคลื่อนไหว มีเนื้อหาใหม่ๆ และส่งผลต่อประสิทธิภาพของ SEO โดยรวมทั้งเว็บไซต์

เทคนิคการเขียนบทความ SEO

1. เริ่มจากการกำหนด Keyword

จุดประสงค์ของการทำบทความ SEO คือการทำให้บทความนั้นขึ้นแสดงผลบน Google เมื่อมีการค้นหาใน Keyword ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นขั้นตอนแรกคือการกำหนด Keyword ที่ต้องการ

เช่น ร้านกาแฟร้านหนึ่งขายอุปกรณ์ดริปกาแฟด้วยตัวเองที่บ้าน พบว่ามีคอกาแฟมือใหม่ที่ค้นหาเกี่ยวกับวิธีการดริปกาแฟบน Google ทางร้านกาแฟก็สามารถเขียนบทความโดยโฟกัส Keyword คำว่า “การดริปกาแฟ” รวมถึงยังสามารถโฟกัสคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น “วิธีดริปกาแฟ” “เทคนิคการดริปกาแฟ” ก็ได้เช่นกัน

โดยการกำหนด Keyword คำอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรกำหนดคำที่ออกนอกเนื้อหาเกิน ควรนำไปใช้เป็นไอเดียสำหรับบทความใหม่ แล้วเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับคำนั้นๆ ไปเลย อย่างเช่นคำว่า “ชุดดริปกาแฟ” ซึ่งจะหลุดจากประเด็นวิธีการดริป ก็สามารถแยกไปเขียนเป็นอีกบทความ เกี่ยวกับ “ชุดดริปกาแฟ” หรือ “อุปกรณ์ดริปกาแฟ”

เครื่องมือสำหรับการประเมิน Keyword
เราแนะนำให้ลองใช้ Google Keyword Planner หรือจะลองเป็น Ubersuggest ก็ได้ โดยในบทความนี้ เราขอแชร์การใช้งานบน Ubersuggest เนื่องจากฟรี และลองทดสอบใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน

ในตัวอย่างของร้านกาแฟ เมื่อลองเข้าไปที่ Ubersuggest และใส่คำว่า “การดริปกาแฟ” ก็จะพบว่ามีจำนวนการค้นหาเฉลี่ย 1,900 ครั้งต่อเดือน

และหากเลื่อนลงมาดูข้างล่าง (ตรงนี้น่าจะต้องลงทะเบียนก่อน) ก็จะเจอ Keyword Ideas ซึ่งจะเป็นคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีจำนวนการค้นหาอยู่เช่นกัน

โดยสามารถใช้คำเหล่านี้รวมอยู่ในบทความได้เลย เพื่อให้ครอบคลุมคำใกล้เคียงที่ผู้ใช้อาจใช้ค้นหา แต่จะใส่ Keyword แบบไหนให้ดีต่อ SEO ต้องลองอ่านต่อ!

2 การตั้งชื่อหัวข้อบทความ

หัวข้อของบทความเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะอยู่ในตำแหน่ง H1 หรือ Heading 1 ซึ่ง Google จะให้ความสำคัญมาก ดังนั้นเราควรให้น่าสนใจเพื่อให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาอ่าน และต้องมี Keyword หลักของบทความ

แน่นอนว่าเราไม่สามารถยัด Keyword ทุกคำไปได้ในนี้ ดังนั้น เลือกเฉพาะคำหลักเท่านั้น ยกตัวอย่างในกรณีของร้านกาแฟ ก็อาจใส่หัวข้อเป็น “5 เทคนิคการดริปกาแฟให้อร่อย ที่คอกาแฟตัวจริงต้องรู้”ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในหัวข้อนี้จะโฟกัสคำว่า “การดริปกาแฟ” เป็นหลัก และยังมีการผสมผสานอีก 2 คำจาก Keyword Ideas ด้านบน “เทคนิคการดริปกาแฟ” และ “การดริปกาแฟให้อร่อย” ด้วยเช่นกัน โดยไม่กระทบกับ Keyword หลัก และไม่ทำให้หัวข้ออ่านไม่รู้เรื่อง

3 การวางโครงเนื้อหาบทความ

บทความควรแบ่งเนื้อหาออกเป็น Section ย่อยๆ ไม่ควรเขียนทั้งบทความติดกันยาวจนไม่น่าอ่าน โดยมีหัวข้อย่อยที่ใช้ H2 หรือ H3 เป็น Tag ของหัวข้อตามลำดับ

เนื้อหาบทความแต่ละย่อหน้าก็ไม่ควรยาวมากเกินไป เพื่อความสบายตา อีกทั้งยังควรใช้ Bullet เพื่อให้ง่ายต่อการจับใจความเนื้อหา และหากส่วนไหนควรมีภาพประกอบ ก็ควรใส่ภาพประกอบขั้นด้วยเช่นกัน

บทความที่ดีต่อ SEO ควรมีความยาวเท่าไหร่
ในแต่ละบทความ ทาง Pacy Media ชอบแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย

Introduction เกริ่นนำประมาณ 1-3 ย่อหน้าสั้นๆ ความยาวประมาณ 200-300 คำ
Body หรือเนื้อหาหลัก ความยาว 800-100 คำ หรือมากกว่า แบ่งเป็น Section ย่อยๆ ซึ่งในส่วนนี้ควรมีภาพประกอบด้วย โดยเนื้อหาที่จะเขียนเพื่อประสิทธิภาพด้าน SEO ยังไม่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 800 คำ
Conclusion สรุปเนื้อหา หรือปิดท้ายข้อคิดในบทความนั้นๆ ประมาณ 1-2 ย่อหน้า ความยาวประมาณ 200-300 คำ

4 การใส่ Keyword ในบทความเพื่อประโยชน์ด้าน SEO

เราจะแบ่ง Keyword ออกเป็น 2 ส่วน คือ

Primary Keyword คือ คำค้นหาหลัก เช่น “การดริปกาแฟ”
Secondary Keyword คือ คำค้นหารอง เช่น “วิธีดริปกาแฟ”, “เทคนิคการดริปกาแฟ” และ “การดริปกาแฟให้อร่อย”
โดยการใส่ Keyword จะเน้นไปที่ Primary Keyword เป็นหลัก เช่น ถ้าบทความมีเนื้อหายาว 1,000 คำ อาจมี Primary Keyword กระจายอยู่ 6 ครั้ง และมี Secondary Keyword กระจายอยู่ 3-4 ครั้ง เป็นต้น

ตำแหน่งเนื้อหาของบทความที่ควรใส่ Keyword
หัวข้อบทความที่เป็น H1
ในส่วนของ Introduction ย่อหน้าแรกของบทความ ในช่วง 150 คำแรก
หัวข้อย่อยบทความใน Body ที่เป็น H2, H3 หรือ H4
กระจายอยู่ใน Body
ใส่ในรูปภาพในส่วนของ ALT Text

5 Meta Title และ Meta Description

ส่วนนี้คือส่วนที่จะแสดงบน Google ดังนั้น ทั้งใน Meta Title และ Meta Description ควรเขียนให้น่าสนใจ ดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาอ่าน และยังต้องรวม Primary Keyword อยู่ใน Meta Title ด้วย

ในส่วนของ Meta Description นอกจาก Primary Keyword แล้ว ก็ยังสามารถใส่ Secondary Keyword เพิ่มเข้าไปได้ด้วยเช่นกัน

โดยปกติถ้าเราไม่ใส่ 2 ส่วนนี้ Google จะไปจึงจากเนื้อหาขึ้นมาเอง ซึ่งก็อาจจะต้องลุ้นเอาว่าที่ Google เลือกมานั้นมี Keyword หลักๆ ของเราไหม หรือน่าสนใจหรือเปล่า รวมถึงบางเว็บไซต์อาจมีการตั้งค่าอัตโนมัติโดยการใช้ Meta Title และ Meta Description ซ้ำกันทุกหน้า แบบนี้ไม่ดีต่อ SEO แน่ๆ ต้องปรับปรุงด่วน

ความยาวของ Meta Title และ Meta Description จะมีจำกัด หากคุณใช้ WordPress หรือแพลตฟอร์มอื่นที่มีระบบช่วยนับความยาวตัวอักษร ก็พยามใส่อย่าให้เกิน

6 การแชร์คอนเทนต์ไปยังช่องทาง Social Media ต่างๆ

นอกจากการปรับโครงสร้างเนื้อหาบทความให้ตอบโจทย์ SEO แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ Social Signal ที่ Google จะนำมาดูด้วย ว่าบทความนั้นๆ ถูกแชร์ หรือมี Engagement บน Social Media อย่างไร

ซึ่งตัวเลขตรงนี้จะสะท้อนให้ Google ได้เห็นถึงความ Popular ของบทความนั้นๆ

7 การทำ Off-page Optimization ควบคู่ไปด้วย

สุดท้ายนี้ การทำ Backlink ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในบาง Keyword ที่มีการแข่งขันสูง ในธุรกิจที่คู่แข่งทำLink Building หรือได้รับลิงก์จากเว็บไซต์อื่นจำนวนมาก ซึ่งการทำ Link Building จำเป็นต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะหากทำลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพ Google จะมองว่าเว็บไซต์นั้นไม่มีคุณภาพ และการทำ บทความ SEO ที่ผ่านมาอาจกลายเป็นศูนย์ได้ทันที

ทั้งนี้ลองอ่านบทความที่ทาง Pacy เคยเขียนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ การทำ Backlink รวมถึงหากต้องการให้เอเจนซี่ของเราช่วยในเรื่องของบริการหรือการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับ SEO อย่างเต็มรูปแบบ ถูกต้องตามนโยบายของ Google ก็ติดต่อเราได้เลย ทางเรามีบริการรับทำ SEO ด้วยเช่นกัน